เพื่อใคร

“แอนเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นขณะนั่งอยู่ในโรงอาหารหลังสอบเสร็จวันท้ายๆ ในชีวิต ม.ปลาย “เพื่อตัวเอง” คือคำตอบของฉันในวันนั้น และสิ่งที่พูดไปก็ยังคงวนเวียนมาตอบคำถามตัวเองได้ทุกครั้งว่าทุกวันนี้มีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ความคิดแบบนี้อาจดูเป็นปัจเจก หรือบางครั้งก็อาจเห็นแก่ตัว แต่สุดท้ายคนเราถ้าไม่นึกถึงตัวเองแล้วจะไปนึกถึงคนอื่นหรือทำเพื่อคนอื่นให้ดีได้ยังไง อย่างน้อยก็เราคนหนึ่งแหละที่ไม่เชื่อแบบนั้น เพราะสิ่งที่เราทำย่อมส่งผลต่อตัวเราเอง ถ้าเราอยากทำอะไรเพื่อใครสักคน เหตุผลง่ายๆ ก็เพราะเรามีความสุขที่ได้ทำสิ่งนั้น และก็ไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไร นอกจากหวังให้อีกฝ่ายได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่ทำได้แบบนั้น เพราะบางครั้งก็หวังได้อะไรตอบแทนบ้าง หรือบางทีก็เลือกที่จะไม่ทำซะงั้น เพราะไม่อยากไปข้องเกี่ยวกับเรื่องที่จะทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร เราก็ไม่คิดจะเอาใครหรือสิ่งใดมาเป็นข้ออ้างในการกระทำของตัวเอง เราทำอะไร เพื่อใคร เรารู้ดีอยู่แก่ใจ และก็หวังลึกๆ ว่าถ้าคนอื่นพยายามเลิกนำเรื่องอื่นมาอ้างเป็นเหตุผลเวลาตัวเองทำอะไรได้บ้างก็คงจะดี ถ้าอยากทำดีให้ใคร ก็ทำไปเพราะอยากทำจริงๆ …

14.10.16

  ความสูญเสียครั้งนี้เป็นอีกเหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะบรรยายความรู้สึกตัวเองออกมาอย่างไร แต่ก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด   งานที่ทำสอนให้เราอยู่กับความจริงและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น   แต่ละคนมีวิธีแสดงความรักไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีวิธีแสดงความเศร้าต่างกัน และไม่ว่าความรู้สึกของใครจะเป็นอย่างไรและแสดงออกมาแบบไหน หากเราสามารถครองสติ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ มีเมตตาต่อผู้อื่น และยอมรับความเป็นจริงให้ได้ ก็คงจะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง   อย่าเปลี่ยนความรักให้กลายเป็นอคติและความเกลียดชังเลย   อยากให้ทุกคนจดจำสิ่งที่ตัวเองพิมพ์ สัญญา หรือตั้งใจทำอะไรในช่วงนี้ไว้ให้ดี และลงมือทำให้สำเร็จ อย่าให้เป็นเพียงคำพูดลอยๆ ที่พร้อมจะลืมในวันข้างหน้า อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่ถ้าเราแปรความรู้สึกที่เกิดขึ้นวันนี้ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ที่จะทำให้ประเทศดีขึ้นได้ ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งสามารถกระทำได้   แก้วตา 14.10.16

ความจริง … ลบเลือน … หลงลืม

คงเป็นความบังเอิญที่ทำให้ฉันได้เจอเธอในวันนี้ การได้พบกันแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้ฉันรู้สึกกระอักกระอ่วน แค่เห็นเธอเดินผ่านประตูเข้ามา สมองก็หวนนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา คำพูดของเธอ คำพูดของฉัน บางสิ่งที่ฉันเพิ่งทำให้ไปโดยที่เธออาจไม่รู้ตัว ร่างกายเหมือนถูกสะกดให้กลายเป็นหิน ไม่รู้ต้องทำตัวยังไง มองหน้าเธอดีมั้ย มองตาเธอได้มั้ย แล้วจะต้องพูดอะไรที่ดูไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ทางออกที่พอคิดได้คือการปิดปากเงียบ งุดหัวจ้องจอโทรศัพท์เหมือนกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อน ในขณะที่เสียงอันคุ้นเคยของเธอยังดังวนเวียนอยู่ไม่ห่าง อาจเป็นเพราะความบังเอิญ หรือเพราะบรรยากาศรอบตัวที่ทำให้ความอึดอัดพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายขาก็พาฉันออกจากที่นั่นมายังสนามหลวง เดินอยู่คนเดียวเรื่อยเปื่อยท่ามกลางผู้คนแปลกหน้าในความมืดมิดของค่ำคืนที่มีเพียงแสงไฟประดิษฐ์คอยเคียงข้าง แปลกดีที่ฉันนึกถึงเธออีกแล้ว และก็คงแปลกยิ่งกว่าที่ไม่เคยโกรธหรือเกลียดเธอเลย ยังคงยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งทำให้ฉันได้เรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงอีกครั้ง การมีความรู้สึกนึกคิดไม่ตรงกันไม่ได้หมายความว่าต้องเกลียดกัน สิ่งที่เธอคิดไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ฉันรู้สึกไม่ใช่ความผิด แค่ได้เปิดใจคุยกัน แลกเปลี่ยนสิ่งที่คิดหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ช่วยเปิดโลกทัศน์ได้ไม่น้อย คงเป็นเรื่องดีที่ฉันไม่กลัวการเผชิญหน้ากับความจริง เพราะไม่ว่าจะช้าหรือเร็วความจริงก็ต้องปรากฎ …

Stand Alone, Die Alone (2016)

สองพี่น้องได้มาเจอกันแล้วค่ะทั้ง “สวรรค์ 35 มม.” และ “Stand Alone, Die Alone” 😀 หนังสือทั้งสองเล่มนี้รวบรวมความทรงจำของโรงหนังสแตนด์อะโลนไว้ได้อย่างดี ซึ่งเราก็ได้รับเกียรติให้เป็น 1 ใน 47 นักเขียนที่ได้ร่วมบันทึกเรื่องราวในเล่ม “Stand Alone, Die Alone” ด้วยกับบทความ “พื้นที่แห่งความทรงจำ” ในหน้า 34-35 โดยเล่าเรื่องใกล้ตัวเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ของเรากับโรงหนังสแตนด์อะโลนที่แทบไม่มีใครรู้ ซึ่งแม้แต่ตัวเราก็เพิ่งมารู้ไม่นานนี้เอง ก็เป็นอะไรที่น่าแปลกใจดีเหมือนกัน พอได้อ่านของหลายคนในเล่มก็รู้สึกว่าตัวเองเด็กน้อยกุ๊งกิ๊งมากเลยค่ะ 555+ เพราะพี่ๆ …